แม่ของข้าพเจ้าไม่เหมือนใครเลยในโลกนี้ เพราะแม่รักข้าพเจ้าอย่างทุ่มเทสุดชีวิต กว่าจะทำให้ลูกคนนี้มีความเป็นอยู่คล้ายคนปกติที่สุด ส่วนตัวของข้าพเจ้าเองก็ไม่เหมือนลูกของใครคนไหนเลย เพราะหลายๆคนเขาเรียกข้าพเจ้าว่า “เด็กพิเศษ”
เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในวัยทารกร่างกายที่เห็นก็ดูสมบูรณ์ดี ข้าพเจ้ามีพ่อที่รักครอบครัวเป็นอย่างมาก ท่านทำทุกอย่างที่ท่านสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง แล้วยังมีตากับยายที่คอยดูแลห่วงใยข้าพเจ้าทุกย่างก้าว ยังจำได้เสมอ ถึงรสชาติของความอบอุ่นจากทุกๆคนที่แวดล้อมอยู่รอบๆ กายของข้าพเจ้า
แต่พอข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้าปีที่สี่ สิ่งผิดปกติในตัวก็เริ่มปรากฏชัดแจ้ง ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดเป็นถ้อยคำที่มีความหมายเหมือนคนอื่นๆในวัยเดียวกันได้ แถมหงุดหงิดง่าย โมโหร้าย แล้วก็ทำร้ายคนอื่นโดยเฉพาะแม่ของข้าพเจ้าอย่างรุนแรงเกินกว่าเด็กเล็กๆวัยนี้จะสามารถทำได้ รอยช้ำ รอยขบ กัด หยิก ตี ตามเนื้อตามตัวของแม่จะปรากฏให้ใครๆเห็นบ่อยๆ แล้วบางครั้งที่พ่อเองก็ทนไม่ได้ในการออกฤทธิ์ออกเดชของข้าพเจ้าอย่างไม่มีเหตุผล พ่อก็หยิบไม้กวาดเงื้อง่า ฟาดตี หมายเอาร่างของข้าพเจ้าเป็นเป้าหมาย แต่แม่คอยเอาตัวของท่านปกป้องข้าพเจ้าไว้ แล้วท่านต้องทนรับแรงกระทบกระแทกทั้งหนักเบาจากน้ำมือของพ่อทุกครั้ง ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงความรักใคร่ห่วงใยเหลือคณานับที่แม่มีให้เสมอมา พ่อเองแม้ว่าท่านก็รักข้าพเจ้ามากเช่นกัน แต่พ่อมักจะเหลืออดเหลือทนกับการก้าวร้าวอาละวาดของข้าพเจ้าที่ไร้เหตุผล จนบางคราวพ่อก็อับอายขายหน้าคนที่มาพบเห็น พ่อเริ่มเบื่อหน่ายบรรยากาศในบ้าน
ที่จริงข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่เวลาที่คนอื่นเขาพูดจากันข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน เว้นแต่เสียงที่ดังมากๆเท่านั้น แล้วจะให้ข้าพเจ้าพูดเป็นได้อย่างไร แล้วเวลาที่อยากบอกเล่าอะไรให้ใครๆรู้ว่าข้าพเจ้าคิด หรือรู้สึกอย่างไรก็ได้แต่เปล่งเสียงที่ปราศจากความหมายออกมาให้พวกเขาได้ยินเท่านั้น หลายๆคนจึงมองว่าข้าพเจ้าเป็นคนแปลกประหลาด หรือปัญญาอ่อนไปโน่น จะไม่ให้ข้าพเจ้าหงุดหงิดโมโหได้อย่างไร จนกระทั่งแม่คนเดียวเท่านั้นที่เพียรพยายามหาทางพาข้าพเจ้าไปพบกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญในแต่ละโรคของเด็กที่มีปัญหาอย่างข้าพเจ้า ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของ พ่อ ตา และยาย กว่าจะสรุปได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นเด็กพิเศษที่บกพร่องทางการได้ยินและสมาธิสั้น ก็ทำเอาแม่ต้องสวนกระแสกับความรู้สึกของคนใกล้ชิดอย่างรุนแรง แต่แม่ก็ ไม่เคยย่อท้อ แม่ต้องพาข้าพเจ้าไป ฝึกการได้ยินหรือฝึกพูด ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ขณะนั้นเราอาศัยอยู่ที่จังหวัดลำพูน แล้วเราก็ต้องเดินทางกันด้วยรถประจำทางหลายต่อ แม่ต้องอดทนกับอาการหงุดหงิดโมโหร้ายของข้าพเจ้าตลอดการเดินทาง แล้วบางทีแม่ก็จ้างเจ้าหน้าที่กิจกรรมบำบัดให้มาฝึกสอนให้ข้าพเจ้ามีสมาธิด้วยการหาของเล่นที่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ทำให้จิตใจนิ่งสงบ แต่หลายครั้งที่ข้าพเจ้าหงุดหงิดงอแงจนการเรียนการสอนต้องล้มเลิกไปกลางคัน อย่างไรก็ตามความพยายามของแม่ทำให้ข้าพเจ้า ฟังและพูดได้เกือบเท่ากับคนปกติโดยมีเครื่องช่วยฟังเป็นเพื่อน
วันหนึ่งฉันสงสารแม่ที่สุด เมื่อพ่อเดินจากครอบครัวของเราไปอย่างใจดำ พ่อได้ไปสร้างครอบครัวใหม่กับผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของแม่เอง ฉันเห็นแม่เสียใจมาก จนร่างกายผ่ายผอม โรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างเริ่มเข้ามาทักทายกับแม่ ข้าพเจ้าอยากปลอบขวัญแม่เหลือเกิน แต่ขณะนั้นข้าพเจ้าพูดยังไม่เป็น จึงได้แต่ใช้มือเล็กๆโอบกอดแม่ แล้วเช็ดน้ำตาให้ยามที่แม่อ่อนแอร้องไห้ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคนอย่างแม่ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อ แต่บางครั้งข้าพเจ้าเห็นแม่นอนร้องไห้คนเดียวในบางค่ำคืน ข้าพเจ้าจะเข้าไปนอนกอดแม่แล้วแม่ก็จะกอดข้าพเจ้า จนเราสองคนก็นอนหลับหลับไปด้วยกัน
เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นด้วยน้ำมือของแม่ รู้เห็นมาตลอดว่าท่านเหนื่อยหนักกับการทำงานหาเงินมาเพื่อเลี้ยงดูข้าพเจ้า โดยไม่มีเงาของพ่อผ่านมาให้เราสองคนแม่ลูกได้เห็นอีกแล้ว ข้าพเจ้าตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนเป็นที่ประจักษ์ของใครต่อใครว่าข้าพเจ้าเป็นคนเก่ง แม้ว่าจะต้องมีสภาพเป็นเด็กพิเศษก็ตาม
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามต่อสู้อดทนอดกลั้นภายในใจตัวเองอย่างที่สุดกลับเป็นการกลั่นแกล้งล้อเลียนจากเพื่อนในโรงเรียนเกี่ยวกับการเป็นเด็กพิการของข้าพเจ้า หลายคนเห็นข้าพเจ้าเป็นตัวตลกของโรงเรียน จนข้าพเจ้าเครียดแน่นอยู่ในหัวอก จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่มีการนั่งฟังการบรรยายในห้องประชุมโดยวิทยากรรับเชิญจากที่อื่น ช่วงหนึ่งของการบรรยายท่านวิทยากรได้มีคำถามเชิงวิชาการหลายต่อหลายคำถาม ข้าพเจ้ามั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถตอบได้ในคำถามเหล่านั้น แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ายกมือขึ้นเพื่อขอเป็นคนตอบ กลับถูกเพื่อนๆโห่ล้อเลียนเสียทุกครั้ง จนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถั่งโถม เข้ามาเต็มหัวอก อาการปวดศีรษะบีบแน่นรุนแรง จนข้าพเจ้ากรี๊ดเสียงดังแล้วหมดสติ สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตลึงแล้วตัวข้าพเจ้าก็ถูกส่งโรงพยาบาล
อาการของข้าพเจ้าในครั้งนี้ยิ่งทำให้แม่เป็นทุกข์กังวลยิ่งนัก แม่ต้องเป็นคนพาข้าพเจ้าไปพบกับคุณหมอในห้องจิตเวชของโรงพยาบาลลำพูน แม่ทั้งพูดปลอบใจข้าพเจ้า ยกตัวอย่างเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้ามีสติ หนักแน่น อย่าอ่อนไหวไปกับถ้อยคำ หรือกิริยาของใครๆที่จะทำให้ข้าพเจ้าต้องขุ่นมัว คุณหมอเองก็ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดในหลายๆสิ่ง จนข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นแสงสว่างในชีวิต มันถูกต้องที่สุดแล้วที่ประโยคหนึ่งคุณหมอบอกว่า ข้าพเจ้าโชคดีเหลือเกินที่มีแม่แสนประเสริฐเช่นนี้ แล้วที่ข้าพเจ้าเป็นคนเก่งในวันนี้ได้ก็เพราะผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆ ตัวของข้าพเจ้านี่เอง
จากนี้ไปข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างด้วยสติ จะพยายามทำสิ่งดีๆ ให้แม่ชื่นใจ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทั้งรักทั้งห่วงใยในตัวข้าพเจ้าได้เหมือนแม่ของข้าพเจ้าเอง.
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
.jpg)
No comments:
Post a Comment