Wednesday, September 24, 2008

Happy Birth Day Initiation

สุขสันติมากมายในวันเกิด
Happy Birthday แสนสุขสันติ์
รวยระรื่น รื่นเริง บันเทิงครัน
สุขสดชื่นทุกวัน ...ฉันอวยพร

เที่ยงวัน วันจันทร์ที่ ๒๒ กันยายนนี้ นั่งพักริมหาดทราย มีกระทาชายต่างชาติเขามาหา
ยื่นการ์ดให้พลางของร้อง ช่วยแปลเป็นไทย

ความเป็นศิลปินฉายแววโรจน์โชติช่วง ตาเปล่งประกายโกรธเคือง

ฮึ จะมาแปลกันง่ายๆได้กระไร

ฉับพลันทันใดนั้น มันพร่างพรู

Oh wonderfull,
I do not think that I get more than expect.... and so on

ความประทับใจ ไม่รู้ลืม ทั้งไทย ทั้งฝรั่ง ทั้งรามัญ เขมร ลาว บนเกาะเสม็ด เมื่อทราบว่า ไหมฟ้า เธอมิเพียง แปล ให้เท่านั้น ทว่า ยังเรียบเรียงถ้อยคำให้สวยหรูไปกว่า แปล ทั่วๆไป

นี่แหละ ไหมฟ้า
นี่แหละ หนึ่งในวันนั้น บนเกาะเสม็ด

(english version will be coming soon)

Tuesday, August 26, 2008

แม่: ผู้หญิงคนเดียวในโลกที่รักข้าพเจ้าที่สุด

แม่ของข้าพเจ้าไม่เหมือนใครเลยในโลกนี้ เพราะแม่รักข้าพเจ้าอย่างทุ่มเทสุดชีวิต กว่าจะทำให้ลูกคนนี้มีความเป็นอยู่คล้ายคนปกติที่สุด ส่วนตัวของข้าพเจ้าเองก็ไม่เหมือนลูกของใครคนไหนเลย เพราะหลายๆคนเขาเรียกข้าพเจ้าว่า “เด็กพิเศษ”
เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในวัยทารกร่างกายที่เห็นก็ดูสมบูรณ์ดี ข้าพเจ้ามีพ่อที่รักครอบครัวเป็นอย่างมาก ท่านทำทุกอย่างที่ท่านสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง แล้วยังมีตากับยายที่คอยดูแลห่วงใยข้าพเจ้าทุกย่างก้าว ยังจำได้เสมอ ถึงรสชาติของความอบอุ่นจากทุกๆคนที่แวดล้อมอยู่รอบๆ กายของข้าพเจ้า
แต่พอข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้าปีที่สี่ สิ่งผิดปกติในตัวก็เริ่มปรากฏชัดแจ้ง ข้าพเจ้าไม่สามารถพูดเป็นถ้อยคำที่มีความหมายเหมือนคนอื่นๆในวัยเดียวกันได้ แถมหงุดหงิดง่าย โมโหร้าย แล้วก็ทำร้ายคนอื่นโดยเฉพาะแม่ของข้าพเจ้าอย่างรุนแรงเกินกว่าเด็กเล็กๆวัยนี้จะสามารถทำได้ รอยช้ำ รอยขบ กัด หยิก ตี ตามเนื้อตามตัวของแม่จะปรากฏให้ใครๆเห็นบ่อยๆ แล้วบางครั้งที่พ่อเองก็ทนไม่ได้ในการออกฤทธิ์ออกเดชของข้าพเจ้าอย่างไม่มีเหตุผล พ่อก็หยิบไม้กวาดเงื้อง่า ฟาดตี หมายเอาร่างของข้าพเจ้าเป็นเป้าหมาย แต่แม่คอยเอาตัวของท่านปกป้องข้าพเจ้าไว้ แล้วท่านต้องทนรับแรงกระทบกระแทกทั้งหนักเบาจากน้ำมือของพ่อทุกครั้ง ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงความรักใคร่ห่วงใยเหลือคณานับที่แม่มีให้เสมอมา พ่อเองแม้ว่าท่านก็รักข้าพเจ้ามากเช่นกัน แต่พ่อมักจะเหลืออดเหลือทนกับการก้าวร้าวอาละวาดของข้าพเจ้าที่ไร้เหตุผล จนบางคราวพ่อก็อับอายขายหน้าคนที่มาพบเห็น พ่อเริ่มเบื่อหน่ายบรรยากาศในบ้าน
ที่จริงข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่เวลาที่คนอื่นเขาพูดจากันข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน เว้นแต่เสียงที่ดังมากๆเท่านั้น แล้วจะให้ข้าพเจ้าพูดเป็นได้อย่างไร แล้วเวลาที่อยากบอกเล่าอะไรให้ใครๆรู้ว่าข้าพเจ้าคิด หรือรู้สึกอย่างไรก็ได้แต่เปล่งเสียงที่ปราศจากความหมายออกมาให้พวกเขาได้ยินเท่านั้น หลายๆคนจึงมองว่าข้าพเจ้าเป็นคนแปลกประหลาด หรือปัญญาอ่อนไปโน่น จะไม่ให้ข้าพเจ้าหงุดหงิดโมโหได้อย่างไร จนกระทั่งแม่คนเดียวเท่านั้นที่เพียรพยายามหาทางพาข้าพเจ้าไปพบกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญในแต่ละโรคของเด็กที่มีปัญหาอย่างข้าพเจ้า ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของ พ่อ ตา และยาย กว่าจะสรุปได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นเด็กพิเศษที่บกพร่องทางการได้ยินและสมาธิสั้น ก็ทำเอาแม่ต้องสวนกระแสกับความรู้สึกของคนใกล้ชิดอย่างรุนแรง แต่แม่ก็ ไม่เคยย่อท้อ แม่ต้องพาข้าพเจ้าไป ฝึกการได้ยินหรือฝึกพูด ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ขณะนั้นเราอาศัยอยู่ที่จังหวัดลำพูน แล้วเราก็ต้องเดินทางกันด้วยรถประจำทางหลายต่อ แม่ต้องอดทนกับอาการหงุดหงิดโมโหร้ายของข้าพเจ้าตลอดการเดินทาง แล้วบางทีแม่ก็จ้างเจ้าหน้าที่กิจกรรมบำบัดให้มาฝึกสอนให้ข้าพเจ้ามีสมาธิด้วยการหาของเล่นที่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ทำให้จิตใจนิ่งสงบ แต่หลายครั้งที่ข้าพเจ้าหงุดหงิดงอแงจนการเรียนการสอนต้องล้มเลิกไปกลางคัน อย่างไรก็ตามความพยายามของแม่ทำให้ข้าพเจ้า ฟังและพูดได้เกือบเท่ากับคนปกติโดยมีเครื่องช่วยฟังเป็นเพื่อน
วันหนึ่งฉันสงสารแม่ที่สุด เมื่อพ่อเดินจากครอบครัวของเราไปอย่างใจดำ พ่อได้ไปสร้างครอบครัวใหม่กับผู้หญิงอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนของแม่เอง ฉันเห็นแม่เสียใจมาก จนร่างกายผ่ายผอม โรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างเริ่มเข้ามาทักทายกับแม่ ข้าพเจ้าอยากปลอบขวัญแม่เหลือเกิน แต่ขณะนั้นข้าพเจ้าพูดยังไม่เป็น จึงได้แต่ใช้มือเล็กๆโอบกอดแม่ แล้วเช็ดน้ำตาให้ยามที่แม่อ่อนแอร้องไห้ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าคนอย่างแม่ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อ แต่บางครั้งข้าพเจ้าเห็นแม่นอนร้องไห้คนเดียวในบางค่ำคืน ข้าพเจ้าจะเข้าไปนอนกอดแม่แล้วแม่ก็จะกอดข้าพเจ้า จนเราสองคนก็นอนหลับหลับไปด้วยกัน
เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นด้วยน้ำมือของแม่ รู้เห็นมาตลอดว่าท่านเหนื่อยหนักกับการทำงานหาเงินมาเพื่อเลี้ยงดูข้าพเจ้า โดยไม่มีเงาของพ่อผ่านมาให้เราสองคนแม่ลูกได้เห็นอีกแล้ว ข้าพเจ้าตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนเป็นที่ประจักษ์ของใครต่อใครว่าข้าพเจ้าเป็นคนเก่ง แม้ว่าจะต้องมีสภาพเป็นเด็กพิเศษก็ตาม
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามต่อสู้อดทนอดกลั้นภายในใจตัวเองอย่างที่สุดกลับเป็นการกลั่นแกล้งล้อเลียนจากเพื่อนในโรงเรียนเกี่ยวกับการเป็นเด็กพิการของข้าพเจ้า หลายคนเห็นข้าพเจ้าเป็นตัวตลกของโรงเรียน จนข้าพเจ้าเครียดแน่นอยู่ในหัวอก จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่มีการนั่งฟังการบรรยายในห้องประชุมโดยวิทยากรรับเชิญจากที่อื่น ช่วงหนึ่งของการบรรยายท่านวิทยากรได้มีคำถามเชิงวิชาการหลายต่อหลายคำถาม ข้าพเจ้ามั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถตอบได้ในคำถามเหล่านั้น แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ายกมือขึ้นเพื่อขอเป็นคนตอบ กลับถูกเพื่อนๆโห่ล้อเลียนเสียทุกครั้ง จนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถั่งโถม เข้ามาเต็มหัวอก อาการปวดศีรษะบีบแน่นรุนแรง จนข้าพเจ้ากรี๊ดเสียงดังแล้วหมดสติ สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตลึงแล้วตัวข้าพเจ้าก็ถูกส่งโรงพยาบาล
อาการของข้าพเจ้าในครั้งนี้ยิ่งทำให้แม่เป็นทุกข์กังวลยิ่งนัก แม่ต้องเป็นคนพาข้าพเจ้าไปพบกับคุณหมอในห้องจิตเวชของโรงพยาบาลลำพูน แม่ทั้งพูดปลอบใจข้าพเจ้า ยกตัวอย่างเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้ามีสติ หนักแน่น อย่าอ่อนไหวไปกับถ้อยคำ หรือกิริยาของใครๆที่จะทำให้ข้าพเจ้าต้องขุ่นมัว คุณหมอเองก็ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดในหลายๆสิ่ง จนข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นแสงสว่างในชีวิต มันถูกต้องที่สุดแล้วที่ประโยคหนึ่งคุณหมอบอกว่า ข้าพเจ้าโชคดีเหลือเกินที่มีแม่แสนประเสริฐเช่นนี้ แล้วที่ข้าพเจ้าเป็นคนเก่งในวันนี้ได้ก็เพราะผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆ ตัวของข้าพเจ้านี่เอง
จากนี้ไปข้าพเจ้าจะทำทุกอย่างด้วยสติ จะพยายามทำสิ่งดีๆ ให้แม่ชื่นใจ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทั้งรักทั้งห่วงใยในตัวข้าพเจ้าได้เหมือนแม่ของข้าพเจ้าเอง.

Friday, August 22, 2008

ผ่าตัด

ลอกคราบ 6

งูใหญ่ถึงวัยกล้า
ยังต้องหาที่วิเวก
เปลี่ยนเสื้อเหมือนแสร้งเสก
เพื่อเป็นเอกในหมู่ตน

คนเราเมื่อถึงวัน
ร่างกายพลันผันหมองหม่น
ซ่อมแซมร่างกายตน
ให้ก้าวพ้นทุกข์โพยภัย

งูเลื้อยอย่างแคล่วคล่อง
ไวไวว่องไม่สงสัย
หากเราหายป่วยไข้
โลกนี้ไซร้เป็นของเรา

Thursday, August 7, 2008

ไหมฟ้า

แม้งแสนตี๋น
แน่นอนว่า ระยะเวลาตั้งหลายวัน ที่อยู่ใกล้ชิดกัน จะพูดจากันแค่ไม่กี่คำ คงเป็นไปไม่ได้ ก็จากการพูดคุยกัน ทำให้ทราบถึง อุปนิสัยใจคอ ซึ่งกันและกัน ได้ดี

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มะไฟ เอ่ยถึงกิ้งกือ ไหมฟ้า เธอทำท่าคอหด สีหน้าน่ากลัว เธอว่า เกลียดและกลัว เจ้าตัวนี้มาก แต่เธอมีเรื่องประกอบให้ฟังด้วย ซึ่งฟังแล้ว มันไม่เห็นจะน่ากลัวสักนิด แม้ยังงั้น เธอยังยืนยันว่า เกลียดและกลัว อยู่นั่นแหละ

ดูท่าว่า คงจะเปลี่ยนทัศนคติ ข้อนี้ ของเธอได้ยากมาก จากสีหน้า ท่าทาง ที่เธอแสดงออกมา

มีสามสหาย นั่งดวด เหล้าตอง กันที่ร้านขายเหล้าตอง ประตูป่า ดวดกันอยู่นาน จนกระทั้งว่า แม่ค้าขายเหล้าตอง ยอมแพ้ ยอมให้สามสหาย นั่งก๊งกันต่อโดยสะดวก แต่ถ้าว่าหยิบฉวยอะไรไป ก็ขอให้จดไว้ละกัน

สักพัก เหล้าขนานหนึ่งหมดไป แต่อารมณ์ดื่มยังคงราบรื่น ไม่ติดขัด จึงไม่อยากขยับขยายไปที่อื่น จะเรียกแม่ค้ามา เธอก็เข้าบ้าน นอนไปแล้ว

นี่ๆ ออกไปหาซื้อมาหน่อยซิ นี่ตัง
เอ็งน่ะแหละไป ฉันเดินช้า อีกฝ่ายเกี่ยง ไม่ยอมไป พร้อมยกจุดด้อยมาอวด
ไม่ได้หรอก ฉันเดินเร็ว ประเดี๋ยวทำเหล้าหกหมด ต่างฝ่าย ต่างยกจุดด้อยของตัวมาประชัน
เงียบกันไปพักหนึ่ง เลยนึกถึงสหายที่เหลือได้ จึงขอร้องให้เขาไปเอาเหล้ามา
เจ้าาา รับคำแล้วก็เดินลงเรือนไป

สองสหายนั่งคุยกันไป จิบเหล้าตองไปพลาง หยิบมะขามเปียก มาจิ้มเกลือกินไป ก็นานโข รู้สึกว่าผิดสังเกตุ

ทำไมยังไม่มาอีกน้าาา

ต่างก็นึกในใจกันยังงั้น ในที่สุดอดรนทนไม่ได้ เลยพากันออกมา กะจะไปดูที่ร้านฟากขะโน้น ว่าเพื่อนไปถึงรึยัง หรือว่าเหล้าที่โน่นก็หมด ฯลฯ

ต่างต้กกะใจ เมื่อพบว่า สหายรัก ที่วานให้ไปซื้อเหล้ามานั้น นั่งอยู่ตรงเชิงบรรไดบ้านนั่นเอง

เฮ้ย นั่นทำอะไรอยู่ว่ะ ทั้งคู่อุทานปนถามออกมา เกือบพร้อมๆกัน

ผูกเชือกรองเท้า อยู่เจ้าาาาาาว

สหายรักตอบเสียงใส เล่นเอาทั้งคู่แทบลมจับ จะให้ไม่เป็นลมได้อย่างไรกัน ก็ในเมื่อ รองเท้าที่ผูกเชือกแล้วนั้น ยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่

สามสหายที่ว่าคือ กระต่าย ที่วิ่งเร็วแล้วเหล้ากระฉอก, เต่า ที่เดินช้า, และ สหายผูกรองเท้า กิ้งกือ หรือที่คนเมืองเรียกว่า แม้งแสนตี๋น หรือที่ฝรั่งเรียกว่า millipede นั่นเอง